โดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายหลักๆ อยู่ 3 ส่วน ได้แก่ เงินดาวน์ ค่างวดรายเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อรถ
ตัวอย่างเช่น หากสนใจรถมือสองราคา 300,000 บาท และมีเงินดาวน์ 60,000 บาท จะเหลือยอดจัดไฟแนนซ์เบื้องต้น 240,000 บาท อย่างไรก็ตาม ยอดจัดจริงและเงินที่ต้องจ่ายวันรับรถอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของผู้ขายและผู้ให้สินเชื่อ ดังนั้น ก่อนเลือกซื้อรถ ควรดูทั้งราคาขาย เงินดาวน์ ยอดจัด ค่างวด และค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ควรดูแค่ตัวเลขผ่อนต่อเดือนเพียงอย่างเดียว
| สัดส่วนเงินดาวน์ | เงินดาวน์ | ยอดจัดไฟแนนซ์ | ค่างวด/ เดือน |
|---|---|---|---|
| 10% | 50,000 บาท | 450,000 บาท | 9,375 บาท |
| 20% | 100,000 บาท | 400,000 บาท | 8,333 บาท |
| 30% | 150,000 บาท | 350,000 บาท | 7,291 บาท |
| 40% | 200,000 บาท | 300,000 บาท | 6,250 บาท |
| 50% | 250,000 บาท | 250,000 บาท | 5,208 บาท |
ไม่มีเงินเดือนขั้นต่ำตัวเลขเดียวที่รับประกันว่าจะผ่อนรถผ่าน เพราะผู้ให้สินเชื่อพิจารณาหลายอย่าง ทั้งรายได้ ความมั่นคงในการทำงาน ภาระหนี้เดิม ประวัติการชำระหนี้ และเงื่อนไขของแต่ละบริษัท อย่างไรก็ตาม เราสามารถประเมินงบของตัวเองเบื้องต้นได้ด้วยการดูรายรับและรายจ่ายในแต่ละเดือน
สมมติว่ามีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน และมีค่าใช้จ่ายประจำ 10,000 บาท ก่อนตัดสินใจผ่อนรถ ควรเผื่อเงินสำหรับอาหาร ที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ภาระหนี้อื่น เงินออมฉุกเฉิน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถด้วย อย่าลืมว่าค่าใช้จ่ายของรถไม่ได้มีแค่ค่างวด แต่ยังรวมถึงค่าน้ำมัน ค่าประกัน ค่าบำรุงรักษา ยางรถ และค่าซ่อมที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
วิธีที่ช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นคือ ลองกันเงินเท่ากับค่างวดที่คาดว่าจะจ่ายไว้สักระยะหนึ่ง แล้วสังเกตว่ายังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติหรือไม่ หากต้องดึงเงินเก็บมาใช้ทุกเดือน อาจต้องลดงบซื้อรถหรือเพิ่มเงินดาวน์ก่อน
เงินดาวน์รถมือสองขึ้นอยู่กับราคารถ เงื่อนไขของผู้ให้สินเชื่อ อายุและสภาพรถ รวมถึงรายได้และประวัติสินเชื่อของผู้สมัคร โดยทั่วไป หากวางเงินดาวน์มากขึ้น ยอดเงินที่ต้องจัดไฟแนนซ์จะลดลง ซึ่งอาจช่วยลดค่างวดรายเดือนและดอกเบี้ยรวมได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีคิดดอกเบี้ยและเงื่อนไขของสัญญา
ก่อนซื้อรถ ควรสอบถามผู้ขายหรือผู้ให้สินเชื่อเกี่ยวกับเงินดาวน์ขั้นต่ำ ยอดจัดที่ได้รับอนุมัติ และค่าใช้จ่ายวันรับรถ เพื่อเตรียมงบประมาณได้อย่างเหมาะสม
ค่างวดรถมือสองขึ้นอยู่กับราคารถ เงินดาวน์ ยอดจัดไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ย และจำนวนงวดที่เลือก ยิ่งเงินดาวน์สูง ยอดจัดมักลดลง ขณะที่การยืดระยะเวลาผ่อนอาจช่วยลดค่างวดต่อเดือน แต่ทำให้ต้องชำระหนี้นานขึ้น และอาจมีดอกเบี้ยรวมสูงขึ้น
ตัวอย่างเช่น: รถราคา 500,000 บาท หากดาวน์ 100,000 บาท จะเหลือยอดจัด 400,000 บาท หากสมมติอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) 5% ต่อปี และผ่อน 48 งวด ดอกเบี้ยตลอด 4 ปีจะเท่ากับ 80,000 บาท ทำให้ยอดชำระรวมเป็น 480,000 บาท หรือค่างวดประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน
*ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณ ไม่ใช่ข้อเสนอสินเชื่อจริง และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ระยะเวลาผ่อนรถมือสองขึ้นอยู่กับผู้ให้สินเชื่อ อายุรถ รุ่นรถ วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และคุณสมบัติของผู้สมัคร โดยระยะเวลาที่อาจพบได้มีตั้งแต่ 1–7 ปี หรือประมาณ 12–84 งวด ทั้งนี้ ไม่ใช่รถทุกคันจะสามารถเลือกผ่อนได้ทุกระยะเวลา ควรตรวจสอบเงื่อนไขกับผู้ให้สินเชื่อก่อนตัดสินใจ
ตัวอย่างระยะเวลาผ่อนรถมือสอง
สำหรับผู้ที่กำลังเลือกซื้อรถมือสอง การเปรียบเทียบระยะเวลาผ่อน 4 ปีและ 5 ปี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะช่วยให้เห็นความแตกต่างของค่างวดและยอดชำระรวมได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีระยะเวลาผ่อนแบบเดียวที่เหมาะกับผู้ซื้อทุกคน ควรเลือกจากรายได้ ค่าใช้จ่ายประจำ และเงินสำรองที่มีอยู่
ผู้ที่ไม่มีสลิปเงินเดือนอาจยื่นขอสินเชื่อรถมือสองได้ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพอิสระ เจ้าของกิจการ หรือผู้ที่มีรายได้จากหลายช่องทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อ เอกสารที่อาจใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
เอกสารแสดงตัวตนและเอกสารอื่นตามที่ผู้ให้สินเชื่อกำหนดควรสอบถามรายการเอกสารที่ต้องใช้ล่วงหน้า และเตรียมข้อมูลรายได้ให้ครบถ้วน เพื่อช่วยให้ผู้ให้สินเชื่อประเมินความสามารถในการชำระหนี้ได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การยื่นเอกสารครบไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับอนุมัติสินเชื่อ
หากขอสินเชื่อรถมือสองไม่ผ่าน ควรสอบถามสาเหตุจากผู้ให้สินเชื่อก่อน แล้วพิจารณาว่าสามารถปรับปรุงส่วนใดได้บ้าง เช่น
ตรวจสอบข้อมูลเครดิต: หากสงสัยว่าข้อมูลหนี้หรือประวัติสินเชื่อมีข้อผิดพลาด ควรตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอนไม่ควรรีบยื่นสินเชื่อหลายแห่งหรือกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้เป็นเงินดาวน์โดยไม่ประเมินความเสี่ยง ควรเลือกแนวทางที่ไม่ทำให้ภาระหนี้เกินกำลังเกินไป